บล็อคเพื่อการเรียนรู้ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนตากพิทยาคม ชั้นม.2/4
วันพุธที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2556
ความรู้สึกจากการเข้าค่าย ม.2
ความรู้สึก
ความรู้สึกของผมที่มีต่อการไปเข้าค่ายครั้งนี้เป็นความสนุกแย่างหนึ่งที่เราได้อยู่กับเพื่อนๆ พวกเราได้ทำอะไรหลายๆอย่างร่วมกัน เช่น หุงข้าว อาบน้ำ นอน ฯลฯ ความประทับใจ มันมีเยอะมาก ผมจะยกตัวอย่างคร่าวๆ ในตอนที่ฝึก เราทำงานเป็นระบบ หมู่คณะตอนโดนลงโทษพวกเรา ก็โดนกันทุกคน ตอนนอน มีเพื่อนคนหนึ่งลืมดับไฟที่เตา มีอาจารย์คนหนึ่งเดินมาเห็น ตอนเเรกๆ ไม่มีใครรับ เเต่พอทุกคนตกลงกัน ก็ออกไปรับทั้งหมด อาจารย์ยังสอนอีกว่า ถ้าหากเราไม่ดับไฟ ไฟอาจจะไหม้ จนทำให้ถึงเเก่ชีวิต บทเรียนในการเข้าค่ายครั้งนี้ พวกผมจะนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
วันพุธที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2555
โครงงานบูรณาการเรื่อง เมี่ยงคำเมืองตาก
บทที่ 1............. บทนำ........ ที่มาและความสำคัญของโครงงาน.......................... เมี่ยงคำเป็นอาหารขบเคี้ยวพื้นบ้านของชาวจังหวัดตากที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมการกินอันชาญฉลาดและรู้จักใช้ภูมิปัญญาในการเลือกสรรสิ่งที่เป็นประโยชน์และมีคุณค่าต่อชีวิตของมนุษย์อย่างมากเมี่ยงคำมีคุณค่าทางโภชนาการอย่างสูงมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์อีกทั้งยังมีวัตถุดิบที่สามารถหาได้ภายในท้องถิ่นจึงแทบจะไม่ได้ใช้ต้นทุนในการทานหรือผลิตนำไปขายที่ตลาด นอกจากนี้ยังมีเต้าเจี้ยวที่เป็นส่วนผสมสำคัญและเป็นของขึ้นชื่อของเมี่ยงคำเมืองตากอีกด้วยดังนั้นการกำหนดอัตราส่วนและสัดส่วนของเมี่ยงเต้าเจี้ยวจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการทานรสชาติเมี่ยงคำที่กลมกล่อมและมีสรรพคุณรักษาโลกหลากหลายชนิดเราจึงเลือกที่จะศึกษาเรื่องนี้................... วัตถุประสงค์................. 1.รู้คุณประโยชน์สมุนไพรที่ปรากฏในเมี่ยงคำ 2.รู้อัตราส่วนและสัดส่วนที่ลงตัวในการทำเมี่ยงคำ 3.รู้วิธีการทำเมี่ยงคำเมืองตาก 4.รู้จักใช้ความรู้ในวิชาคณิตศาสตร์มาใช้ในการทำโครงงาน สมมติฐาน............... 1.เพื่อศึกษาคุณประโยชน์ของสมุนไพรที่ปรากฏอยู่ในเมี่ยงคำ 2.เพื่อศึกษาอัตราส่วนและสัดส่วนที่ลงตัวในการทำเมี่ยงคำ 3.เพื่อศึกษาวิธีการทำเมี่ยงคำเมืองตาก 4.นำความรู้วิชาคณิตศาสตร์มาใช้ทำโครงงาน.................... ขอบเขตของการวิจัย................. ขอบเขตด้านเนื้อหา-ศึกษาเมี่ยงเต้าเจี้ยวภายในท้องถิ่นจังหวัดตากโดยสถานที่ที่ขึ้นชื่อภายในจักหวัดคือชุมชนหัวเดียดในอำเภอเมืองเพราะมีการกินเป็นอาหารว่างมาช้านาน ............... ขอบเขตด้านประชากร-กลุ่มแม่บ้านภายในชุมชน................ ความสำคัญและประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย................. จากการทำวิจัยเรื่องเมี่ยงเต้าเจี้ยวเมืองตากทำให้สมาชิกในกลุ่มซึ่งทำให้รู้คุณประโยชน์สมุนไพรที่ปรากฏในเมี่ยงคำ รู้อัตราส่วนและสัดส่วนที่ลงตัวในการทำเมี่ยงคำ รู้วิธีการทำเมี่ยงคำเมืองตากและเนื่องจากทำโครงงานในสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์จึงรู้จักใช้ความรู้ในวิชาคณิตศาสตร์มาใช้ในการทำโครงงาน ถ้าผู้คนทานเมี่ยงเต้าเจี้ยวมากขึ้นก็จะใส่ใจเรื่องรสชาติมากขึ้นโครงงานนี้ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องการกำหนดสัดส่วน-อัตราส่วนที่ลงตัวของเมี่ยงคำจึงมีประโยชน์ต่อผู้ที่ใส่ใจรสชาติ................... นิยามศัพท์เฉพาะ เมี่ยงเต้าเจี้ยว = อาหารขบเคี้ยวพื้นบ้านซึ่งเป็นที่นิยมในจังหวัดตากซึ่งจะเรียนกันภาษาท้องถิ่นว่า “เมี่ยงคำ” สัดส่วน,อัตราส่วน = ส่วนผสมตามอัตราทีกำหนด . คุณค่าทางโภชนาการ = ประโยชน์ที่ได้รับจากการทานอาหาร .................... บทที่ 3............... วิธีดำเนินการ........ ปฏิบัติกิจกรรมโครงงาน.............. หาข้อมูลเกี่ยวกับเมี่ยงคำ วางแผนการทำโครงงาน เขียนแบบฟอร์มการทำโครงงาน เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการศึกษา ฟิวเจอร์บอร์ด 1 แผ่น ปกใส 2 แผ่น กระดาษหน้าปก 2 แผ่น สันปก 1 อัน กล้องถ่ายรูป 1 ตัว วิธีการศึกษา ศึกษาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต เกี่ยวกับประวัติของเมี่ยงคำ ความเป็นมาของเมี่ยงคำ และประเภทของเมี่ยงคำ และถามพ่อค้าแม่ค้าที่ขายเมี่ยงคำในตลาด หรือในงานเทศกาล .............................. บทที่5................... สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ โครงงานเรื่องเมี่ยงเต้าเจี้ยวเมืองตากมีวัตถุประสงค์เพื่อให้รู้คุณประโยชน์สมุนไพรที่ปรากฏในเมี่ยงคำ รู้อัตราส่วนและสัดส่วนที่ลงตัวในการทำเมี่ยงคำ รู้วิธีการทำเมี่ยงคำเมืองตากและเนื่องจากทำโครงงานในสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์จึงรู้จักใช้ความรู้ในวิชาคณิตศาสตร์มาใช้ในการทำโครงงาน ถ้าผู้คนทานเมี่ยงเต้าเจี้ยวมากขึ้นก็จะใส่ใจเรื่องรสชาติมากขึ้นโครงงานนี้ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องการกำหนดสัดส่วน-อัตราส่วนที่ลงตัวของเมี่ยงคำจึงมีประโยชน์ต่อผู้ที่ใส่ใจรสชาติ 5.1 สรุปผล การทำโครงงานเรื่องเมี่ยงเต้าเจี้ยวเมืองตากรายวิชาคณิตศาสตร์มีหลักการที่จะสำรวจการรับประทานเมี่ยงเต้าเจี้ยวเมืองตากที่มีส่วนผสมที่ลงตัวมีรสชาติที่อร่อย โดยจะกำหนดสัดส่วน-อัตราส่วนที่หลากหลายและลงตัวให้เลือกตามต้องการเพื่อความสะดวกและรสชาติของเมี่ยงเต้าเจี้ยวเมืองตากที่ถูกปาก จากการทำโครงงานเมี่ยงเต้าเจี้ยวเมืองตากสามารถสรุปได้ว่ากลุ่มประชากรตัวอย่างส่วนใหญ่ชอบรับประทานเมี่ยงเต้าเจี้ยวโดยที่จะเน้นข้าวทอดเพราะมีรสชาติที่อร่อยและเคี้ยวกรุบกรอบต่างจากพริก ขิงและกระเทียมซึ่งมีรสเผ็ดจัดจ้านทำให้รสเผ็ดกลบรสชาติเครื่องเคียงอื่นๆที่ใส่ลงไปด้วย ดังนั้นการที่จะทำเมี่ยงเต้าเจี้ยวให้ถูกปากผู้ทานนั้นควรเตรียมที่จะเน้นข้าวทอดและไม่เน้นพริก ขิงหรือกระเทียมสามารถบรรจุใส่ถุงและวางจำหน่ายตามท้องตลาดได้จริง ผลการสำรวจ กลุ่มประชากรตัวอย่างคือนักเรียนภายในชั้นเรียน ม.2/4 พบว่าส่วนใหญ่ชอบรับประทานเมี่ยงเต้าเจี้ยวโดยที่จะเน้นข้าวทอดเพราะมีรสชาติที่อร่อยและเคี้ยวกรุบกรอบต่างจากพริก ขิงและกระเทียมซึ่งมีรสเผ็ดจัดจ้านทำให้รสเผ็ดกลบรสชาติเครื่องเคียงอื่นๆที่ใส่ลงไปด้วย 5.2 อภิปรายผล 1. นักเรียนกลุ่มประชากรตัวอย่างชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/4 พึงพอใจในเมี่ยงเต้าเจี้ยวทุกส่วนผสมในทุกสัดส่วนและอัตราส่วน โดยจะเน้นในสูตรที่มีข้าวคั่วเยอะๆเพราะมีรสชาติที่มันเคี้ยวกรุบกรอบและจะไม่ค่อยสนใจสูตรที่มีพริกมากนักเพราะในวัยเด็กบางคนรับประทานรสเผ็ดไม่ได้จึงไม่สนใจ 2. ตามร้านค้าส่วนใหญ่จะกำหนดส่วนผสมของเมี่ยงเต้าเจี้ยวในสัดส่วนที่ลงตัวโดยที่ประชากรส่วนใหญ่ชอบทานไม่ว่าจะเป็นวัยเด็ก วัยรุ่น วัยทำงานหรือวัยชราโดยจะแยกพริกออกอีกส่วนเพราะบางคนก็รับประทานพริกไม่ได้อีกเช่นกัน 3. ในสัดส่วน-อัตราส่วนของเต้าเจี้ยว ประชากรส่วนใหญ่มักจะใส่น้ำตาล 1 ช้อน ต่อ 1 ถ้วยตวงเพราะเต้าเจี้ยวมีรสเปรี้ยวเกินไปจึงต้องเติมน้ำตาลที่มีรสหวานเข้าไปผสมทำให้เป็นเต้าเจี้ยวที่มีรสเปรี้ยวหวานอย่างลงตัวมีรสชาติที่ถูกปาก 5.3 ข้อเสนอแนะ 1.ในการใช้ข้าวเกรียบชุบน้ำหรือใบชะพลูที่ล้างสะอาดแล้วมารองใส่ส่วนประกอบของเมี่ยงเต้าเจี้ยวนับเป็นสิ่งที่มีประโยชน์เพราะใช้พืชสมุนไพรเป็นส่วนประกอบหรือข้าวเกรียบงาดำที่มีความเหนียวนุ่มมาเป็นส่วนประกอบอีกชิ้นหนึ่งแต่มีที่รองรับส่วนประกอบของเมี่ยงเต้าเจี้ยวนับว่ามีน้อยเกินไปที่มีเพียง2ตัวเลือกดังนั้นควรมีเพิ่งมีประมาณ2ชนิด 2.ข้าวเกรียบที่ใช้ส่วนใหญ่มีแป้งที่บางจึงแตกหักได้ง่ายดังนั้นจึงควรใช้ข้าวเกรียบที่เหนียวนุ่มในการห่อเมี่ยงเต้าเจี้ยวเพื่อที่น้ำเต้าเจี้ยวจำได้ไม่ไหลหกลง 3.ประชากรบางกลุ่มไม่ชอบทานเมี่ยงเต้าเจี้ยวเนื่องจากไม่ชอบทานสมุนไพรหรือส่วนประกอบของเมี่ยงเต้าเจี้ยวดังนั้นควรจะมีส่วนประกอบที่แตกต่างออกไป เช่น ส่วนประกอบที่มีผลไม้หรือส่วนประกอบที่มีเนื้อสัตว์ เป็นต้น เพราะนอกจากจะมีคุณค่าไม่แพ้สมุนไพรที่ใส่เมี่ยงเต้าเจี้ยวแล้วเมี่ยงเต้าเจี้ยวที่มีเนื้อสัตว์ยังให้พลังงานปริมาณมากอีกด้วยและเพื่อคงความเป็นเมี่ยงเต้าเจี้ยวเอาไว้จึงต้องใส่น้ำเต้าเจี้ยวลงไปด้วย
วันพุธที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2555
ไม้3 อย่างประโยชน์ 4อย่าง
ไม้ 3 อย่าง ประโยชน์ 4 ประการ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักถึงผลกระทบจากการบุกรุกทำลายป่าไม้ของประเทศไทย ซึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนก่อให้เกิดภาวะแห้งแล้ง พื้นที่ต้นนํ้าลำธารเสื่อมโทรม ฤดูกาลเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพทางการเกษตร กลายเป็นปัญหาทุกข์ร้อนของประชากรส่วนใหญ่ในชนบท พระองค์ทรงมีพระราชดำริในการพัฒนาฟื้นฟูสภาพป่าไม้ ให้คืนกลับสู่สภาพธรรมชาติด้วยแนวทางผสมผสาน โดยการปลูกไม้ทดแทนควบคู่กับการพัฒนาอาชีพราษฎร
ด้วยการวางแผนร่วมมือกันของทุกส่วนราชการ ในการดำเนินการปรับปรุงพัฒนาพื้นที่ให้สอดคล้องกับสภาพภูมิศาสตร์และสภาวะแวดล้อม
การปลูกไม้ 3 อย่าง ให้ประโยชน์ 4 ประการ ตามแนวพระราชดำรินั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทาน
พระราชดำริ ไว้เมื่อปี 2519 ณ หน่วยพัฒนาต้นนํ้าทุ่งจ๊อ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ว่าการปลูกไม้ 3 อย่าง คือ ไม้ผล
ไม้โตเร็ว และไม้เศรษฐกิจ จะทำให้เกิดป่าไม้แบบผสมผสานและสร้างความสมดุลแก่ธรรมชาติอย่างยั่งยืน สามารถตอบสนองความต้องการของรัฐและวิถีประชาในชุมชนอันเป็นทฤษฎีการปลูกต้นไม้ลงในใจคน โดยการปลูกฝังจิตสำนึกแก่ประชาชนให้ปลูกต้นไม้ลงแผ่นดินและรักษาต้นไม้ด้วยตนเอง
และในการฟื้นฟูพื้นที่ต้นนํ้าตามแนวพระราชดำริ ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
ซึ่งพระองค์ทรงพระราชทานแนวพระราชดำริ ให้จัดตั้งขึ้นเมื่อ วันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2525 เพื่อศึกษาหารูปแบบในการพัฒนาที่เหมาะสมในพื้นที่ต้นนํ้าลำธารนั้น พระองค์ทรงมีพระราชดำริ แนวทางในการปลูกไม้ฟื้นฟูสภาพป่าต้นนํ้าว่า การปลูกป่าถ้าจะให้ราษฎรมีประโยชน์ให้เขาอยู่ได้ให้ปลูกไม้ 3 อย่าง ให้ประโยชน์ 4 อย่าง คือ ไม้ใช้สอย ไม้กินได้ ไม้เศรษฐกิจ หรือ ไม้ผล
ไม้สร้างบ้าน และไม้ฟืน ซึ่งจะให้ประโยชน์ 4 ประการ คือ ได้ใช้สอยและเศรษฐกิจ ไม้ฟืน ไม้กินได้ และประการสุดท้าย คือ สามารถช่วยอนุรักษ์ดินและต้นนํ้าลำธารด้วย
ประเภทไม้ 3 อย่างที่เหมาะสมแก่การใช้ปลูก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเน้นให้ใช้พันธุ์ไม้ที่มีอยู่แล้วในท้องถิ่น เพราะเป็นไม้ที่สามารถเจริญเติบโตได้ดี มีลักษณะที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่อยู่แล้ว ไม่เป็นการเสี่ยงต่อภาวะการรอดตายและการเจริญเติบโต เป็นและที่รู้จักของราษฎรในท้องถิ่นอย่างดี พื้นที่ที่เหมาะสมแก่การปลูกไม้ป่าดังกล่าว ควรเป็นพื้นที่ที่มีสภาพเสื่อมโทรม หรือเป็นบริเวณป่าเพื่อการพึ่งพิงของราษฎรที่อยู่บริเวณใกล้ๆหมู่บ้าน วิธีการปลูกก็ให้ปลูกเสริมในลักษณะธรรมชาติ โดยไม่จับต้นไม้เข้าแถว ซึ่งการปลูกเสริมตามลักษณะธรรมชาตินี้ เมื่อต้นไม้โตขึ้นก็จะมีสภาพเป็นป่าตามธรรมชาติ โดยจะไม่มี
ลักษณะเป็นสวนป่าที่มีต้นไม้เรียงเป็นแถว
ไม้ 3 อย่าง
ลักษณะไม้ 3 อย่าง เป็นชนิดไม้ที่มีความสัมพันธ์เกื้อกูลกับวิถีชีวิตของชุมชน คือ
1. ไม้ใช้สอยและเศรษฐกิจ เป็นชนิดไม้ที่ชุมชนนำไปใช้ในการปลูกสร้างบ้านเรือน โรงเรือน เครื่องเรือน คอกสัตว์
เครื่องมือในการเกษตร เช่น เกวียน คันไถ ด้ามจอบ เสียม และมีด รวมทั้งไม้ที่สามารถนำมาทำเป็นเครื่องจักรสาน กระบุง ตะกร้า เพื่อนำไปใช้นำครัวเรือน และเมื่อมีพัฒนาการทางฝีมือก็สามารถจัดทำเป็นอุตสาหกรรมครัวเรือน นำไปจำหน่ายเป็นรายได้ของชุมชน ซึ่งเรียกว่า เป็นไม้เศรษฐกิจของชุมชน ได้แก่ มะขามป่า สารภี ซ้อ ไผ่หก ไผ่ไร่ ไผ่บง ไผ่ซาง มะแฟน สัก ประดู่ กาสามปีก จำปี จำปา ตุ้ม ทะโล้ หมี่ ยมหอม กฤษณา นางพญาเสือโคร่ง ไก๋ คูณ ยางกราด กระถิน เก็ดดำ มะหาด ไม้เติม มะห้า มะกอกเกลื้อน งิ้ว ตีนเป็ด ยมหอม มะขม มะแข่น สมอไทย ตะคร้อ เสี้ยว บุนนาค ปีบ ตะแบก ตอง คอแลน รัง เต็ง แดง พลวง พะยอม ตะเคียน ฮักหลวง เป็นต้น
2. ไม้ฟืนเชื้อเพลิงของชุมชน ชุมชนในชนบทต้องใช้ไม้ฟืน เพื่อการหุงต้มปรุงอาหาร สร้างความอบอุ่นในฤดูหนาว
สุมควายตามคอก ไล่ยุง เหลือบ ริ้น ไร รวมทั้งไม้ฟืนในการนึ่งเมี่ยง และการอบถนอมอาหาร ผลไม้บางชนิด ไม้ฟืนมีความ
จำเป็นที่สำคัญ หากไม่มีการจัดการที่ดีไม้ธรรมชาติที่มีอยู่จะไม่เพียงพอในการใช้ประโยชน์ ความอัตคัดขาดแคลนจะเกิดขึ้น
ดังนั้นจะต้องมีการวางแผนการปลูกไม้โตเร็วขึ้นทดแทนก็จะทำให้ชุมชนมีไม้ฟืนใช้ได้อย่างเพียงพอ ได้แก่ ไม้หาด สะเดา
เป้าเลือด มะกอกเกลื้อน ไม้เต้าหลวง กระท้อน ขี้เหล็ก ตีนเป็ด ยมหอม ลำไยป่า มะขม ดงดำ มะแขว่น สมอไทย ตะคร้อ
ต้นเสี้ยว บุนนาค ตะแบก คอแลน แดง เต็ง รัง พลวง ติ้ว หว้า มะขามป้อม แค ผักเฮือด เมี่ยง มะม่วงป่า มะแฟน กาสามปีก มันปลา นางพญาเสือโคร่ง มะมือ ลำไย รกฟ้า ลิ้นจี่
3. ไม้อาหารหรือไม้กินได้ ชุมชนดั้งเดิมเก็บหาอาหารจากแหล่งธรรมชาติ ทั้งการไล่ล่าสัตว์ป่าเป็นอาหาร รวมทั้งพืชสมุนไพร อดีตแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์จึงเป็นแหล่งอาหารเสริมสร้างพลานามัย การปลูกไม้ที่สามารถให้หน่อ
ใบ ดอก ผล ใช้เป็นอาหารได้ก็จะทำให้ชุมชนมีอาหารและสมุนไพร ในธรรมชาติเสริมสร้างสุขภาพให้มีกินมีใช้อย่างไม่ขาดแคลน ได้แก่ มะหาด ฮ้อสะพายควาย เป้าเลือด บุก กลอย งิ้ว กระท้อน ขี้เหล็ก มะขม มะแข่น สมอไทย ตะคร้อ เสี้ยว คอแลน ผักหวานป่า มะไฟ มะขามป้อม มะเดื่อ มะปีนดง เพกา แค สะเดา เมี่ยง มะม่วงป่า มะแฟน มะเม่า หวาย ดอกต้าง กระถิน
ก่อเดือย หว้า กล้วย ลำไย มะกอกเกลื้อน มะระขี้นก ประคำดีควาย ตะคร้อ กระบก ผักปู่ย่า มะเฟือง แคหางค่าง ขนุน มะปราง มะหลอด คอแลน มะเม่า ส้มป่อย
ประโยชน์ 4 ประการ
ไม้ 3 อย่าง เมื่อปลูกไปแล้วจะก่อให้เกิดประโยชน์ 4 ประการ คือ
1. ในสภาพปัจจุบันป่าไม้ลดลงเป็นจำนวนมาก ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างทั่วถึง และเพียงพอ ดังนั้น เมื่อมีการปลูกไม้ที่มีความเหมาะสมและมีคุณสมบัติที่ดีเพื่อการใช้สอยและสามารถนำมาใช้เสริมสร้างอาชีพได้ โดยมีการวางแผนอย่างมีส่วนร่วมและดูแลรักษาก็จะทำให้ชุมชนมีไม้ไว้ใช้สอยอย่างไม่ขาดแคลน และจะไม่สร้างผลกระทบ
ต่อทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่และหากมีการปลูกในปริมาณที่มากพอ ชุมชนก็สามารถนำมาเสริมสร้างอาชีพเสริมได้ทำให้ชุมชนมีรายได้เสริมให้มีความอยู่ดีกินดีขึ้น
2. ไม้ฟืนเป็นวัสดุเชื้อเพลิงพื้นฐานของชุมชน หากชุมชนไม่มีไม้ฟืนไว้สนับสนุนกิจกรรมครัวเรือน ชุมชนจะต้องเดือดร้อนและสิ้นเปลืองเงินทอง เพื่อการจัดหาแก๊สหุงต้ม หรือจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อการจัดหาวัสดุเชื้อเพลิงประเภทอื่นๆ
3. พืชอาหารและสมุนไพรรวมทั้งสัตว์แมลง ที่ชุมชนสามารถเก็บหาได้จากธรรมชาติจะเป็นอาหารที่มีคุณค่าปลอดสารพิษ อันเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอนามัยของคนในชุมชน เป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย อีกทั้งถ้ามีปริมาณเกินกว่าที่ต้องการแล้วยังสามารถใช้เป็นสินค้าเสริมสร้างรายได้อีกทางหนึ่งด้วย
4. เมื่อมีการปลูกไม้เจริญเติบโตเป็นพื้นที่ขยายมากเพิ่มขึ้น และมีการปลูกเสริมคุณค่าป่าด้วยพันธุ์ต่างๆ ทำให้เกิดความหลากหลายและเป็นการอนุรักษ์ดินและนํ้า รวมทั้งก่อให้เกิดการอนุรักษ์พื้นที่ต้นนํ้าลำธาร
อ้างอิง : https://sites.google.com/site/banrainarao/knowledge/tree_bank
คุณธรรมเเละจริยธรรมในการใช้คอมพิวเตอร์
คุณธรรม-จริยธรรมในการใช้คอมพิวเตอร์
จริยธรรม หมายถึง "หลักศีลธรรมจรรยาที่กำหนดขึ้นเพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ หรือควบคุมการใช้ระบบคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ" ในทางปฏิบัติแล้ว การระบุว่าการกระทำสิ่งใดผิดจริยธรรมนั้น อาจกล่าวได้ไม่ชัดเจนมากนัก ทั้งนี้ ย่อมขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมของสังคมในแต่ละประเทศด้วย อย่างเช่น กรณีที่เจ้าของบริษัทใช้กล้องในการตรวจจับหรือเฝ้าดูการทำงานของพนักงาน เป็นต้น ตัวอย่างของการกระทำที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าเป็นการกระทำที่ผิดจริยธรรม เช่นการใช้คอมพิวเตอร์ทำร้ายผู้อื่นให้เกิดความเสียหายหรือก่อความรำราญ เช่น การนำภาพหรือข้อมูลส่วนตัวของบุคคลไปลงบนอินเตอร์เน็ตโดยไม่ได้รับอนุญาตการใช้คอมพิวเตอร์ในการขโมยข้อมูลการเข้าถึงข้อมูลหรือคอมพิวเตอร์ของบุคคลอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตการละเมิดลิขสิทธิ์ โดยทั่วไป เมื่อพิจารณาถึงจริยธรรมเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และสารสนเทศแล้ว จะกล่าวถึงใน 4 ประเด็น ที่รู้จักกันในลักษณะตัวย่อว่า PAPA ประกอบด้วย
1. ความเป็นส่วนตัว (Information Privacy)
2. ความถูกต้อง (Information Accuracy)
3 ความเป็นเจ้าของ (Information Property)
4. การเข้าถึงข้อมูล (Data Accessibility) ความเป็นส่วนตัว (Information Privacy)
ความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและสารสนเทศ โดยทั่วไปหมายถึง สิทธิที่จะอยู่ตามลำพัง และเป็นสิทธิที่เจ้าของสามารถที่จะควบคุมข้อมูลของตนเองในการเปิดเผยให้กับผู้อื่น สิทธินี้ใช้ได้ครอบคลุมทั้งปัจเจกบุคคล กลุ่มบุคคล และองค์การต่างๆปัจจุบันมีประเด็นเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวที่เป็นข้อหน้าสังเกตดังนี้
1.การเข้าไปดูข้อความในจดหมายอิเล็กทรอนิกส์และการบันทึกข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ รวมทั้งการบันทึก-แลกเปลี่ยนข้อมูลที่บุคคลเข้าไปใช้บริการเว็บไซต์และกลุ่มข่าวสาร
2.การใช้เทคโนโลยีในการติดตามความเคลื่อนไหวหรือพฤติกรรมของบุคคล เช่น บริษัทใช้คอมพิวเตอร์ในการตรวจจับหรือเฝ้าดูการปฏิบัติงาน/การใช้บริการของพนักงาน ถึงแม้ว่าจะเป็นการติดตามการทำงานเพื่อการพัฒนาคุณภาพการใช้บริการ แต่กิจกรรมหลายอย่างของพนักงานก็ถูกเฝ้าดูด้วย พนักงานสูญเสียความเป็นส่วนตัว ซึ่งการกระทำเช่นนี้ถือเป็นการผิดจริยธรรม
3.การใช้ข้อมูลของลูกค้าจากแหล่งต่างๆ เพื่อผลประโยชน์ในการขยายตลาด
4.การรวบรวมหมายเลขโทรศัพท์ ที่อยู่อีเมล์ หมายเลขบัตรเครดิต และข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ เพื่อนำไปสร้างฐานข้อมูลประวัติลูกค้าขึ้นมาใหม่ แล้วนำไปขายให้กับบริษัทอื่น ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและสารสนเทศ จึงควรจะต้องระวังการให้ข้อมูล โดยเฉพาะการใช้อินเตอร์เน็ตที่มีการใช้โปรโมชั่น หรือระบุให้มีการลงทะเบียนก่อนเข้าใช้บริการ เช่น ข้อมูลบัตรเครดิต และที่อยู่อีเมล์ความถูกต้อง (Information Accuracy)
ในการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการรวบรวม จัดเก็บ และเรียกใช้ข้อมูลนั้น คุณลักษณะที่สำคัญประการหนึ่ง คือ ความน่าเชื่อถือได้ของข้อมูล ทั้งนี้ ข้อมูลจะมีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับความถูกต้องในการบันทึกข้อมูลด้วย ประเด็นด้านจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับความถูกต้องของข้อมูล โดยทั่วไปจะพิจารณาว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อความถูกต้องของข้อมูลที่จัดเก็บและเผยแพร่ เช่น ในกรณีที่องค์การให้ลูกค้าลงทะเบียนด้วยตนเอง หรือกรณีของข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ อีกประเด็นหนึ่ง คือ จะทราบได้อย่างไรว่าข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เกิดจากความจงใจ และผู้ใดจะเป็นผู้รับผิดชอบหากเกิดข้อผิดพลาด
ดังนั้น ในการจัดทำข้อมูลและสารสนเทศให้มีความถูกต้องและน่าเชื่อถือนั้น ข้อมูลควรได้รับการตรวจสอบความถูกต้องก่อนที่จะนำเข้าฐานข้อมูล รวมถึงการปรับปรุงข้อมูลให้มีความทันสมัยอยู่เสมอ นอกจากนี้ ควรให้สิทธิแก่บุคคลในการเข้าไปตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลของตนเองได้ เช่น ผู้สอนสามารถดูคะแนนของนักศึกษาในความรับผิดชอบ หรือที่สอนเพื่อตรวจสอบว่าคะแนนที่ป้อนไม่ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลง ความเป็นเจ้าของ (Information Property) สิทธิความเป็นเจ้าของ หมายถึง กรรมสิทธิ์ในการถือครองทรัพย์สิน ซึ่งอาจเป็นทรัพย์สินทั่วไปที่จับต้องได้ เช่น คอมพิวเตอร์ รถยนต์ หรืออาจเป็นทรัพย์สินทางปัญญา (ความคิด) ที่จับต้องไม่ได้ เช่น บทเพลง โปรแกรมคอมพิวเตอร์ แต่สามารถถ่ายทอดและบันทึกลงในสื่อต่างๆ ได้ เช่น สิ่งพิมพ์ เทป ซีดีรอม เป็นต้น
ในสังคมของเทคโนโลยีสารสนเทศ มักจะกล่าวถึงการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ เมื่อท่านซื้อโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีการจดลิขสิทธิ์ นั่นหมายความว่าท่านได้จ่ายค่าลิขสิทธิ์ในการใช้ซอฟต์แวร์นั้น สำหรับท่านเองหลังจากที่ท่านเปิดกล่องหรือบรรจุภัณฑ์แล้ว หมายถึงว่าท่านได้ยอมรับข้อตกลงเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ในการใช้สินค้านั้น ซึ่งลิขสิทธิ์ในการใช้จะแตกต่างกันไปในแต่ละสินค้าและบริษัท บางโปรแกรมคอมพิวเตอร์จะอนุญาตให้ติดตั้งได้เพียงครั้งเดียว หรือไม่อนุญาตให้ใช้กับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ ถึงแม้ว่าคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นๆ ท่านเป็นเจ้าของ และไม่มีผู้อื่นใช้ก็ตาม ในขณะที่บางบริษัทอนุญาตให้ใช้โปรแกรมนั้นได้หลายๆ เครื่อง ตราบใดที่ท่านยังเป็นบุคคลที่มีสิทธิในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ซื้อมา การคัดลอกโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้กับเพื่อน เป็นการกระทำที่จะต้องพิจารณาให้รอบคอบก่อนว่าโปรแกรมที่จะทำการคัดลอกนั้น เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ท่านมีสิทธ์ในระดับใด
การเข้าถึงข้อมูล (Data Accessibility) ปัจจุบันการเข้าใช้งานโปรแกรม หรือระบบคอมพิวเตอร์มักจะมีการกำหนดสิทธิตามระดับของผู้ใช้งาน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกันการเข้าไปดำเนินการต่างๆ กับข้อมูลของผู้ใช้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และเป็นการรักษาความลับของข้อมูล ตัวอย่างสิทธิในการใช้งานระบบ เช่น การบันทึก การแก้ไข/ปรับปรุง และการลบ เป็นต้น ดังนั้น ในการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์จึงได้มีการออกแบบระบบรักษาความปลอดภัยในการเข้าถึงของผู้ใช้ และการเข้าถึงข้อมูลของผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอมนั้น ก็ถือเป็นการผิดจริยธรรมเช่นเดียวกับการละเมิดข้อมูลส่วนตัว ในการใช้งานคอมพิวเตอร์และเครือข่ายร่วมกันให้เป็นระเบียบ หากผู้ใช้ร่วมใจกันปฏิบัติตามระเบียบและข้อบังคับของแต่ละหน่วยงานอย่างเคร่งครัดแล้ว การผิดจริยธรรมตามประเด็นดังที่กล่าวมาข้างต้นก็คงจะไม่เกิดขึ้น
อ้างอิง: http://learners.in.th
วันพุธที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2555
โลกไร้พรมเเดน
จากในเว็บ
"การแพร่กระจายไปทั่วโลก; การที่ประชาคมโลกไม่ว่าจะอยู่ ณ จุดใด สามารถรับรู้ สัมพันธ์ หรือรับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วกว้างขวาง ซึ่งเนื่องมาจากการพัฒนาระบบสารสนเทศเป็นต้น
ในความคิด
โลกไร้พรมเเดน คือ ไม่มีที่สิ้นสุเในเรื่องต่างๆ หรือโลกในความคิด
วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
ประวัติ
ประวัติส่วนตัวววววว
ซาหวาดดีครับ,,, ผมชื่อ ด.ช.ประวิทย์ วงศ์มณีวรรณ
กำเนิดเกิดมา เมื่อ วันที่ 14 เดือนกรกฏาคม พุทธศักราช 2541 หรือ คริสต์ศักราช 1998 จุลศักราช ไม่รู้
อายุ 14 ขวบ
อาหารที่ชอบ หิวเมื่อไหร่กินหมด
คำคม ทำตามฝันอย่าสนใจใคร
สิ่งที่ชอบทำ fap(ไม่ใช่) นั่งอยู่หน้าจอคอม(เกรียนคีย์บอร์ด)
เพื่อนที่สนิท OGC 7 พระองค์ ^^
สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณที่อ่านจนจบ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)